31 ส.ค. สรุป 10 เทรนด์เทคโนโลยีปี 2026 จาก Gartner: เมื่อ AI กลายเป็นโครงสร้างหลักขององค์กร
การตัดสินใจว่าจะนำเทคโนโลยีมาใช้หรือไม่ขององค์กร ในยุคปัจจุบันนั้นขึ้นอยู่กับการวางโครงสร้างเทคโนโลยี ความยืดหยุ่น ปลอดภัย และการสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันทางธุรกิจ ดังนั้นในรายงานเทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด 10 อันดับแรกสำหรับปี 2026 จึงได้นำเสนอทิศทางของเทคโนโลยีในอีก 3–5 ปีข้างหน้า โดย Gartner ได้จัดกลุ่ม 10 เทรนด์สำคัญออกเป็น 3 ธีมหลัก ที่สะท้อนถึงการแข่งขันและการปกป้องมูลค่าทางธุรกิจ
ธีมที่ 1: The Architect — การสร้างรากฐานดิจิทัลที่ปลอดภัย ขยายขนาดได้ และปรับตัวได้ดี
องค์กรจะสร้างนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ต้องเริ่มจากการมีรากฐานที่มั่นคง ยืดหยุ่น และรองรับการขยายตัวในอนาคต การนำ AI มาใช้ในระดับองค์กร จึงต้องถูกออกแบบใหม่ตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มทางเทคโนโลยีให้ทันสมัยและพร้อมรองรับ AI
1) AI-Native Development Platforms: การใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดกำลังถูกแทนที่ด้วยแพลตฟอร์มการพัฒนาที่มี AI เป็นแกนหลัก (AI-Native) ตั้งแต่เครื่องมือสร้างแอปในคลิกเดียว (one-shot), เครื่องมือแบบไม่ต้องมีทักษะเขียนโค้ดลึก (Vibe coding – การเขียนโค้ดด้วยภาษาธรรมชาติ/คำสั่งเสียง) ไปจนถึงกลุ่ม AI agents ที่ประสานงานร่วมกันเพื่อสร้างซอฟต์แวร์ ที่ทำให้ช่วยขับเคลื่อนแนวคิด “ทีมขนาดจิ๋ว” (Tiny Teams) ที่เป็นการแบ่งทีมงานให้สามารถพัฒนาระบบงานได้มากขึ้น อีกทั้งยังประหยัดงบประมาณ และทีมพัฒนาสามารถส่งมอบระบบงานซับซ้อนระดับองค์กรได้รวดเร็วขึ้น
2) AI Supercomputing Platforms: แพลตฟอร์มซูเปอร์คอมพิวเตอร์สำหรับ AI การประมวลผลโมเดลขนาดใหญ่ต้องอาศัยโครงสร้างการคำนวณระดับมหาศาลสำหรับการฝึกฝน (Train) และความต้องการพลังการประมวลผลพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากโมเดล AI ในปัจจุบันมีขนาดใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าขีดจำกัดของระบบไอทีแบบเดิม การรันโมเดล AI ขั้นสูง จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญในอนาคต
3) Confidential Computing: การประมวลผลที่เป็นความลับ โครงสร้างความปลอดภัยที่มุ่งเน้นการปกป้องคุ้มครองข้อมูลในขณะที่กำลังถูกประมวลผลใช้งาน โดยอาศัยสภาพแวดล้อมการทำงานที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันการเข้าถึงจากผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต แม้กระทั่งจากผู้ให้บริการระบบคลาวด์ ช่วยให้องค์กรสามารถนำข้อมูลที่มีความลับทางการค้ามาประมวลผลร่วมกับ AI ได้อย่างปลอดภัยและสอดคล้องกับกฎหมายความเป็นส่วนตัว
ธีมที่ 2: The Synthesist — การประยุกต์ใช้และการผสานรวมเทคโนโลยีที่หลากหลายของระบบ AI
การก้าวข้ามขีดจำกัดของ Generative AI ทั่วไป มุ่งเน้นการเชื่อมต่อโมเดลเฉพาะทาง ระบบที่ทำงานร่วมกันของเอเจนต์ไปสู่การประกอบและเชื่อมโยงระบบอัจฉริยะหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจ และกระบวนการทำงานที่ชาญฉลาด ช่วยแก้ไขโจทย์ทางธุรกิจที่ซับซ้อน พร้อมสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้
4) Multiagent Systems (MAS): ระบบที่ใช้ตัวแทนอัจฉริยะหลายตัวร่วมกัน เปลี่ยนผ่านจากการสั่งงาน AI แบบตั้งคำถาม-ตอบกลับ (Prompt & Response) ไปสู่การทำงานร่วมกันของ AI Agent หลายตัวที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น Agent วิเคราะห์ข้อมูล, Agent เขียนโค้ด และ Agent ตรวจสอบความถูกต้อง ประสานงานกันเองแบบอัตโนมัติเพื่อจบกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนด้วย AI เอเจนต์เพียงตัวเดียว
5) Domain-Specific Language Models: โมเดลภาษาเฉพาะทางที่ถูกฝึกฝนด้วยชุดข้อมูลเฉพาะทางของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น การแพทย์ การเงิน กฎหมาย หรือการผลิต เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ ปลอดภัย และเป็นไปตามข้อบังคับหรือข้อกำหนดทางกฎหมายของอุตสาหกรรมนั้นๆ ได้ดีกว่าโมเดลทั่วไป ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการสร้างข้อมูลเท็จ (AI Hallucination) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้เกิดความแม่นยำสูง ลดอัตราการตอบข้อมูลผิดพลาด และลดต้นทุนสำหรับเวิร์กโฟลว์ (Workflow) สำคัญ ทำให้เห็นความคุ้มค่าและผลตอบแทนจาก AI ที่จับต้องได้
6) Physical AI: การต่อยอดความเชี่ยวชาญของ AI จากโลกดิจิทัลสู่โลกกายภาพ โดยการฝังระบบประมวลผลอัจฉริยะลงในหุ่นยนต์ โดรน ยานพาหนะ เครื่องจักรในสายการผลิต และอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ในโลกจริง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานในภาคสนาม คลังสินค้า และกระบวนการผลิตจริง ทำให้ระบบเหล่านั้นสามารถตรวจจับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ตัดสินใจ และลงมือทำงานเชิงกายภาพได้ด้วยตัวเอง โดยภายในปี 2028 ผู้ให้บริการ AI จะหันมานำเสนอผลิตภัณฑ์ Physical AI ตามความต้องการการขยายประสิทธิภาพของดิจิทัล AI เข้ามาสู่สายการทำงานจริงในชีวิตประจำวัน
ธีมที่ 3: The Vanguard — ความมั่นคงปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการกำกับดูแล
ในวันที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว การปกป้องด้านต่าง ๆ ความน่าเชื่อถือ และความเสี่ยงทางธุรกิจกลายเป็นภารกิจสำคัญที่ไม่สามารถแยกออกจากนวัตกรรมได้ โดยในธีมนี้จะมุ่งเน้นเรื่องการจัดการความเสี่ยง ความโปร่งใส และความปลอดภัยของข้อมูลในยุคที่กฎระเบียบมีความเข้มงวดสูง
7) Preemptive Cybersecurity: ป้องกันและรับมือภัยคุกคามล่วงหน้าทางด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การปรับเปลี่ยนแนวคิดระบบความปลอดภัยไซเบอร์จากการตั้งรับและแก้ไข (Reactive) ไปสู่การป้องกันเชิงรุก (Proactive) โดยใช้ AI วิเคราะห์ คาดการณ์ ขัดขวาง และจัดการกับภัยคุกคามไซเบอร์ก่อนที่การโจมตีจะเกิดขึ้นจริงหรือเข้าถึงระบบ แทนที่จะเป็นเพียงระบบการตั้งรับ ตรวจจับ และตอบโต้หลังเกิดเหตุแล้วแบบดั้งเดิม ซึ่งคาดการณ์ว่าภัยคุกคามที่ถูกพัฒนาด้วย AI กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และในปี 2029 สินค้าไอทีต่าง ๆ ที่ไม่มีระบบป้องกันเชิงรุก อาจทำให้ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดอีกต่อไป ดังนั้นภายในปี 2030 ซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยจะถูกใช้ไปกับโซลูชันเชิงป้องกันเชิงรุก (Preemptive) และจำนวนช่องโหว่ที่ถูกระบุในแต่ละปีคาดว่าจะพุ่งสูงเกิน 1 ล้านรายการ
8) Digital Provenance: การพิสูจน์แหล่งที่มาด้านดิจิทัลในยุคที่ AI สามารถสร้างคอนเทนต์ โค้ด หรือข้อมูลสังเคราะห์ได้อย่างง่ายดาย การตรวจสอบและยืนยันแหล่งกำเนิดรวมถึงความถูกต้องสมบูรณ์ของซอฟต์แวร์ ข้อมูล และสื่อต่าง ๆ ผ่านเครื่องมือ เช่น รายการส่วนประกอบซอฟต์แวร์ (Software Bill of Materials: SBOM), ฐานข้อมูลรับรอง (Attestation Databases) และลายน้ำดิจิทัล (Digital Watermarking) ซึ่งระบบการพิสูจน์แหล่งที่มาและความถูกต้องของข้อมูลกลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ความโปร่งใส ป้องกันข่าวปลอม และรองรับการตรวจสอบทางกฎหมาย
9) AI Security Platforms: แพลตฟอร์มความปลอดภัยของ AI ศูนย์กลางการควบคุมและตรวจจับความปลอดภัยของแอปพลิเคชัน AI ทั้งหมดที่ใช้งานในองค์กร ซึ่งเป็นเครื่องมือแบบรวมศูนย์ที่ควบคุมความปลอดภัยให้กับทั้งบริการ AI ของบุคคลที่สาม และแอปพลิเคชัน AI ที่องค์กรพัฒนาขึ้นเอง เพื่อป้องกันภัยคุกคามเฉพาะทางของ AI เช่น การลักลอบป้อนคำสั่งลวง (Prompt Injection), การควบคุม AI agents ไม่ได้ (Rogue Agents) และข้อมูลรั่วไหล ช่วยให้ฝ่ายไอทีสามารถประเมินความเสี่ยง ตรวจสอบการใช้งาน และควบคุมการไหลของข้อมูลในระบบ AI ได้จากจุดเดียว และคาดการณ์ว่าภายในปี 2028 องค์กรต่าง ๆ จะนำแพลตฟอร์มความปลอดภัยของ AI มาใช้งานเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ซึ่งระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ทั่วไปในปัจจุบันไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะปกป้องระบบการทำงานเฉพาะตัวของ AI ได้
10) Geopatriation: การดึงระบบคลาวด์และข้อมูลกลับสู่ประเทศตนเอง ซึ่งผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลของแต่ละประเทศ ส่งผลให้องค์กรต้องวางกลยุทธ์ย้ายหรือกระจายข้อมูล การโยกย้ายระบบงาน (workloads) และข้อมูลที่อ่อนไหวจากระบบคลาวด์สาธารณะระดับโลก (hyperscale clouds) กลับไปยังสภาพแวดล้อมระบบคลาวด์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานภายในภูมิภาคของตน เพื่อรักษาความเป็นอธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty) และลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจเกิดขึ้น ตามการเปลี่ยนแปลงด้านข้อบังคับทางกฎหมาย โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 องค์กรต่าง ๆ กว่า 75% จะมีการวางกลยุทธ์ย้ายถิ่นฐานระบบเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้
แนวทางการนำไปปรับใช้เชิงยุทธศาสตร์สำหรับองค์กร
แนวทางการนำเทรนด์เทคโนโลยีทั้ง 3 ธีมของ Gartner ปี 2026 นี้มาประยุกต์ใช้กับองค์กร ซึ่งผู้บริหารระดับสูงและผู้นำด้านเทคโนโลยีสามารถนำไปปฏิบัติจริงตามแนวทางการดำเนินงาน (Action Plans) ควรพิจารณาผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ (Core Strategic Pillars) ดังนี้
1) เริ่มต้นด้วยการประเมินความเสี่ยงและทดลองผ่านโครงการนำร่อง (Assess & Pilot)
โดยอาจเริ่มจากขั้นตอนขนาดเล็ก ๆ ที่สามารถประเมินผลลัพธ์ได้ชัดเจน เช่น
- การค้นหาหรือเลือกเวิร์กโฟลว์ที่สร้างผลกระทบสูง (High-Impact Workflows) เพื่อทดลองใช้โมเดลภาษาเฉพาะโดเมนในการฝึกฝนชุดข้อมูลเฉพาะทางเพียงบางกระบวนการทำงาน เพื่อนำร่องใช้งานระบบ AI ในโลกกายภาพ (Physical AI)
- การใช้ระบบจำลองและการทดลองสำหรับการพัฒนาแอปพลิเคชันควรเริ่มจากโครงการที่มีความเสี่ยงต่ำเพื่อทดสอบและยืนยันประสิทธิภาพของเครื่องมือ AI-native
- การวิเคราะห์ความจำเป็นในการจัดเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ โดยอาจเริ่มจากการประเมินและจัดระดับคะแนนความสำคัญของข้อมูล และภาระงาน (Workloads) ขององค์กรตามความอ่อนไหวและโอกาสในการเผชิญความเสี่ยง เพื่อวางกลยุทธ์ย้ายระบบคลาวด์กลับสู่พื้นที่ตนเอง
2) ยกระดับการกำกับดูแลและความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนแรก (Early Governance & Trust)
ในยุคที่ AI มีการเติบโตเพิ่มสูงขึ้น จำเป็นต้องมีการควบคุมความเสี่ยงและความโปร่งใสที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่ระดับรากฐาน เช่น
- การควบคุมความเสี่ยงของ AI เชิงรุก โดยอาจจัดตั้งทีมหรือใช้งานแพลตฟอร์มความปลอดภัย AI เพื่อป้องกันการใช้บริการ AI ของพนักงานที่น่าสงสัย การละเมิดนโยบายขององค์กร หรือการทำธุรกรรมด้วย AI ที่ไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งวางแนวปฏิบัติ (Security Guardrails) ในการตรวจสอบความปลอดภัย
- การสร้างระบบพิสูจน์แหล่งที่มาและความถูกต้องของข้อมูล (Digital Provenance) โดยให้องค์กรเริ่มมีการบังคับใช้รายการส่วนประกอบซอฟต์แวร์ (SBOMs) และโมเดล AI (MLBOMs) เพื่อสร้างความโปร่งใส รวมถึงการประยุกต์ใช้ลายน้ำดิจิทัล (Digital Watermarking) บนสื่อที่ผลิตจาก AI เพื่อให้สอดรับกับข้อบังคับทางกฎหมายใหม่ ๆ
- การปกป้องข้อมูลขณะใช้งาน (In-use Protection) โดยทดลองนำระบบประมวลผลที่เป็นความลับ (Confidential Computing) มาประยุกต์ใช้เพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาและข้อมูลที่อ่อนไหวในระหว่างขั้นตอนการรันหรือประมวลผลโมเดล AI บนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ภายนอก
3) ปรับโครงสร้างทีมงานและเพิ่มทักษะที่พร้อมรองรับอนาคต (Reorganize & Upskill)
การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมโครงสร้างการทำงานของบุคคลร่วมด้วย โดยอาจเริ่มจะการปรับเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้
- การเปลี่ยนผ่านสู่แนวคิด “ทีมขนาดจิ๋ว” (Tiny Teams) โดยปรับขนาดทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับองค์กรให้เล็กลงแต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วยการนำเครื่องมือ AI-native เข้ามาช่วยเสริมขีดความสามารถ ทำให้ทีมขนาดเล็กสามารถส่งมอบงานได้รวดเร็วและพร้อมกันหลายแอปพลิเคชัน
- การจัดตั้งทีมผสมผสานข้ามสายงาน (Cross-functional Teams) โดยเริ่มจากการนำเทคโนโลยีเฉพาะทาง เช่น DSLMs หรือ Physical AI มาปรับใช้ ซึ่งควรดึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (SMEs) ในอุตสาหกรรมนั้น ๆ ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายกฎหมาย และไอที มาร่วมงานกัน เพื่อประเมินความคุ้มค่า (ROI) และความถูกต้องของระบบ
- การมุ่งเน้นการฝึกอบรมที่ใช้งานได้จริง โดยการเพิ่มทักษะที่จำเป็นโดยการให้ทีมงานและพนักงานในองค์กรได้รับการอบรมเรื่องที่เกี่ยวกับวิธีการเขียนคำสั่ง (Prompt Engineering) กรอบการปฏิบัติตามข้อบังคับ และเรียนรู้วิธีการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และระบบตัวแทนอัจฉริยะ (Human-agent Collaboration)
4) วางรากฐานไอทีที่ยืดหยุ่นและลดการพึ่งพาคลาวด์แบบเดี่ยว (Flexible & Hybrid Architectures)
การนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้ในองค์กรที่ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพสูง รองรับการปรับตัวในอนาคตได้ดี ควรมีการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นสูง โดยมีแนวปฏิบัติที่สำคัญ เช่น
- ออกแบบระบบให้ทำงานร่วมกับคู่ค้าได้หลากหลาย (Multivendor Interoperability) เพื่อป้องกันปัญหาการผูกขาดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง (Vendor Lock-in) ซึ่งทำให้ย้ายระบบยากและมีต้นทุนแฝงสูง
- การผสมผสานสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ โดยการจัดทำกลยุทธ์การประมวลผลแบบไฮบริด (Hybrid Computing) เพื่อประสานการทำงานระหว่างระบบไอทีแบบเดิม และสภาพแวดล้อมประมวลผลระดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ รวมถึงการเลือกใช้ DSLMs ที่สามารถทำงานบนอุปกรณ์พกพา (on-Device) หรือบนเซิร์ฟเวอร์ภายในองค์กร (on-Premises) เพื่อช่วยควบคุม และจำกัดงบประมาณระบบคลาวด์ไม่ให้บานปลายได้
สุดท้ายนี้ นอกเหนือจากการนำเทรนด์เทคโนโลยีไปปรับใช้เชิงยุทธศาสตร์สำหรับองค์กรของท่านแล้ว การเข้าใจและปรับใช้เทรนด์เทคโนโลยีปี 2026 ไม่ใช่เพียงเรื่องของฝ่าย IT เท่านั้น แต่คือกลยุทธ์ระดับองค์กรที่จะตัดสินว่า ใครจะเป็นผู้นำในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ หากองค์กรของคุณกำลังมองหาโซลูชัน หรือรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ ๆ เหล่านี้ ติดต่อเราเพื่อขอคำปรึกษา หรือสิ่งที่องค์กรของท่านกำลังสนใจได้ที่ sm@merlinssolutions.com หรือ โทร. 02-247-7229










No Comments